สมองของเราอยู่ในกะโหลกที่มืดสนิทและเงียบสนิท มันไม่เคยเห็นโลกด้วยตัวเอง ทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับโลกวิ่งเข้ามาทางประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง แปลงแสง เสียง กลิ่น รส และการสัมผัส ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าเล็กๆ ส่งไปให้สมองอ่าน บทนี้มีการทดลองให้ลองเองหลายอัน
แสง เสียง กลิ่น รส แรงกด เป็นคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง แต่พอถึงสมองแล้วทุกอย่างกลายเป็นสิ่งเดียวกันหมด คือคลื่นไฟฟ้าเล็กๆ ที่วิ่งไปตามเส้นประสาท สมองแยกว่านั่นคือแสงหรือเสียง จากเส้นทางที่สัญญาณวิ่งเข้ามา ไม่ใช่จากหน้าตาของสัญญาณ
ใยประสาทที่มีปลอกไมอีลินหุ้ม สัญญาณจะกระโดดข้ามเป็นช่วงๆ จากรอยต่อหนึ่งไปอีกรอยต่อ เร็วได้ถึงราว 100 เมตรต่อวินาที ส่วนใยเล็กที่ไม่มีปลอก ช้าราว 1 เมตรต่อวินาที โรคปลอกประสาทเสื่อมทำให้ปลอกนี้เสียหาย สัญญาณจึงช้าลงหรือหลุดหาย
แสงสะท้อนจากของรอบตัว วิ่งเข้าตา ผ่านเลนส์ แล้วไปตกบนจอด้านหลังที่เรียกว่าจอตา แตะจุดบนภาพเพื่อดูว่าแต่ละส่วนทำอะไร
จุดหายไปเพราะตรงที่เส้นประสาทตาออกจากลูกตาไม่มีเซลล์รับแสงเลย เราจึงมีจุดบอดข้างละหนึ่งจุด ปกติไม่รู้สึกเพราะตาสองข้างและสมองช่วยเติมภาพให้
จ้องจุดดำตรงกลางภาพสีนิ่งๆ 15 วินาที โดยไม่ขยับตา แล้วภาพจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ดูว่าเห็นอะไร
เซลล์รับสีที่ถูกใช้งานหนักจะล้า พอเปลี่ยนเป็นพื้นขาว เซลล์อีกกลุ่มจึงเด่นขึ้น เราเลยเห็นภาพเป็นสีตรงข้าม
จอภาพนี้มีแค่แสงสีแดง เขียว น้ำเงิน ส่วนจอตาของเรามีเซลล์รูปกรวยสามชนิดที่ไวต่อสามสีนี้พอดี สมองเอาสัดส่วนที่ได้มาผสมเป็นสีทั้งหมดที่เราเห็น ลากดูได้เลย
เสียงคืออากาศที่สั่นไปมา หูรับการสั่นนั้น ส่งต่อผ่านกระดูกสามชิ้นที่เล็กที่สุดในร่างกาย เข้าไปในหอยโข่งที่เต็มไปด้วยน้ำ แล้วจึงกลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า
เสียงสูงคืออากาศสั่นถี่ เสียงต่ำคือสั่นช้า หน่วยนับคือครั้งต่อวินาที หรือเฮิรตซ์ กดเล่นแล้วลากแถบดู ระวังอย่าเปิดเสียงดังและอย่าใส่หูฟังตอนทดลองนี้
ความดังวัดเป็นเดซิเบล เสียงดังเกิน 85 เดซิเบลนานๆ ทำให้เซลล์ขนในหอยโข่งเสียหาย และเซลล์ขนของคนเราไม่งอกใหม่ หูที่เสียจากเสียงดังจึงไม่กลับมาเหมือนเดิม
กลิ่นไม่ใช่คลื่นเหมือนแสงหรือเสียง แต่เป็นโมเลกุลจิ๋วที่ลอยมากับอากาศจริงๆ เวลาเราได้กลิ่นขนมปัง แปลว่าโมเลกุลจากขนมปังลอยเข้าไปเกาะเซลล์รับกลิ่นบนเพดานโพรงจมูกของเราแล้ว
ใช้ขนมหรือผลไม้สองอย่างที่รสต่างกัน เช่น องุ่นกับแอปเปิล หลับตา บีบจมูกให้แน่น แล้วให้คนอื่นป้อนทีละอย่าง ลองทายว่าอะไร แล้วปล่อยมือที่บีบจมูกออก รสจะพุ่งขึ้นมาทันที เพราะสิ่งที่เราเรียกว่ารสชาติจริงๆ ส่วนใหญ่มาจากกลิ่นที่ลอยขึ้นไปทางด้านหลังโพรงจมูก ตอนเป็นหวัดคัดจมูกแล้วกินอะไรก็ไม่อร่อย ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน
ตุ่มรับรสบนลิ้นมีหลายพันตุ่ม แต่ละตุ่มมีเซลล์รับรสอยู่ข้างใน รสพื้นฐานมี 5 รส แตะดูทีละรสว่ามันบอกอะไรกับร่างกาย
ผิวหนังไม่ได้รับแค่ความรู้สึกแตะ แต่มีตัวรับหลายแบบฝังอยู่คนละความลึก แตะจุดบนภาพเพื่อดูว่าใครทำหน้าที่อะไร
ถ้าเอาปลายไม้จิ้มฟันสองอันแตะผิวพร้อมกัน ห่างกันน้อยๆ บางที่จะรู้สึกเหมือนถูกแตะจุดเดียว ระยะที่ยังแยกออกว่าเป็นสองจุด บอกว่าบริเวณนั้นมีตัวรับหนาแน่นแค่ไหน ลากดูระยะ แล้วเทียบกับตารางด้านล่าง
ระยะบนจอขึ้นกับขนาดหน้าจอ เป็นแค่ภาพประกอบ ของจริงต้องลองกับไม้จิ้มฟันสองอันโดยให้เพื่อนเป็นคนแตะ และหลับตา
กดเริ่ม แล้วรอ พอกล่องเปลี่ยนเป็นสีเขียวให้แตะทันที เวลาที่ได้คือเวลาที่แสงวิ่งเข้าตา ไปถึงสมอง สมองตัดสินใจ แล้วส่งคำสั่งไปที่กล้ามเนื้อมือ
คนส่วนใหญ่ได้ราว 200 ถึง 300 มิลลิวินาที สัญญาณประสาทวิ่งได้เร็วถึงราว 100 เมตรต่อวินาที แต่ที่กินเวลาที่สุดคือช่วงที่สมองแปลผลและตัดสินใจ
ตาส่งมาแค่จุดสีนับล้านจุด สมองเป็นคนเดา เติม และตัดสินว่านั่นคืออะไร ส่วนใหญ่มันเดาถูก แต่บางครั้งก็ถูกหลอก และนั่นแปลว่าสมองกำลังใช้กฎลัดอยู่
ตากับหูทำงานด้วยกันตลอด ถ้าเราเห็นปากคนขยับเป็นเสียงหนึ่ง แต่หูได้ยินอีกเสียงหนึ่ง สมองจะรวมสองอย่างแล้วได้ยินเป็นเสียงที่สามไปเลย นี่คือเหตุผลที่การดูหน้าคนพูดช่วยให้ฟังรู้เรื่องขึ้นในที่เสียงดัง
หลับตาแล้วเอานิ้วแตะปลายจมูกตัวเอง ทำได้ใช่ไหม ทั้งที่ไม่เห็นอะไรเลย เพราะกล้ามเนื้อและข้อต่อมีตัวรับที่คอยบอกสมองตลอดว่าแขนขาอยู่ตรงไหน เรียกว่าการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ส่วนการทรงตัวมาจากหลอดครึ่งวงกลมในหูชั้นใน
คำว่าห้าสัมผัสมีมาตั้งแต่สมัยอริสโตเติล เมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าร่างกายมีตัวรับอีกหลายชนิดที่ไม่ได้อยู่ในห้าอย่างนั้นเลย
ในหูชั้นในมีหลอดครึ่งวงกลมสามหลอด วางตั้งฉากกันสามทิศ ข้างในมีน้ำ พอเราหมุนหัว น้ำจะไหลช้ากว่าหัวเล็กน้อย ตัวรับที่จุ่มอยู่ในน้ำจึงเอน แล้วบอกสมองว่ากำลังหมุน พอหยุดหมุนทันที น้ำยังไหลต่ออีกพักหนึ่ง สมองเลยได้ข้อความว่ายังหมุนอยู่ ทั้งที่ตาบอกว่าหยุดแล้ว ความขัดแย้งนี้แหละคืออาการเวียนหัว
อาการเมารถก็มาจากเรื่องเดียวกัน หูชั้นในบอกว่าเคลื่อนที่ แต่ตาที่จ้องหนังสือในรถบอกว่านิ่ง สมองจึงสับสน
ลองนึกตอนเตะโดนขอบโต๊ะ จะรู้สึกเจ็บแปลบก่อน แล้วอีกสักครู่ถึงมีอาการปวดตื้อตามมา นั่นไม่ใช่ความรู้สึกเดียว แต่เป็นสัญญาณสองชุดที่วิ่งมาคนละความเร็ว กดดูได้
ตัวรับอุณหภูมิบนผิวเราเป็นช่องโปรตีนเล็กๆ ช่องที่ชื่อ TRPV1 จะเปิดเมื่อเจอความร้อนเกินราว 43 องศา แต่สารแคปไซซินในพริกก็เปิดช่องนี้ได้เหมือนกัน สมองจึงได้ข้อความเดียวกับตอนโดนของร้อน ทั้งที่ลิ้นไม่ได้ร้อนขึ้นเลย
ในทางกลับกัน เมนทอลในสะระแหน่เปิดช่อง TRPM8 ซึ่งเป็นช่องความเย็น เราจึงรู้สึกเย็นซ่าทั้งที่อุณหภูมิเท่าเดิม นี่คือเหตุผลที่น้ำเย็นทำให้ปากที่แสบพริกดีขึ้นชั่วคราว แต่นมช่วยได้ดีกว่า เพราะแคปไซซินละลายในไขมัน ไม่ละลายในน้ำ
หลับตาแล้วเอานิ้วแตะปลายจมูกได้ เพราะในกล้ามเนื้อมีตัวรับชื่อกล้ามเนื้อกระสวย คอยวัดว่ากล้ามเนื้อถูกยืดแค่ไหน และในเอ็นมีตัวรับวัดแรงดึง สมองเอาข้อมูลนี้มาวาดแผนที่ร่างกายไว้ตลอดเวลา
คนที่สูญเสียความรู้สึกนี้ไปจะเดินไม่ได้ในที่มืด ทั้งที่กล้ามเนื้อยังแข็งแรงดี เพราะต้องใช้ตามองขาตัวเองตลอดเวลาแทน
หิว กระหายน้ำ ปวดปัสสาวะ ใจสั่น หายใจไม่ทัน คลื่นไส้ ทั้งหมดนี้คือสัมผัสเหมือนกัน เรียกรวมว่าการรับรู้ภายในร่างกาย ตัวรับอยู่ในกระเพาะ กระเพาะปัสสาวะ หลอดเลือด และหัวใจ
ร่างกายยังมีตัวรับที่วัดความเข้มข้นของเลือดและระดับออกซิเจนอยู่ตลอด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยแม้แต่วินาทีเดียว
สิ่งที่เราเรียกว่าโลกความจริง จริงๆ แล้วคือส่วนเล็กๆ ที่ตัวรับของเราบังเอิญรับได้ สัตว์อื่นรับคนละช่วงกับเรา โลกของมันจึงหน้าตาไม่เหมือนของเราเลย
ค้างคาวส่งเสียงความถี่สูงมากจนหูคนไม่ได้ยิน แล้วฟังเสียงสะท้อน สมองของมันคำนวณจากเวลาที่เสียงกลับมาว่าเหยื่ออยู่ไกลแค่ไหน ยิ่งใกล้ยิ่งกลับเร็ว มันยิงเสียงถี่ขึ้นตอนใกล้จะจับได้ เหมือนกล้องที่เพิ่มจำนวนภาพต่อวินาที
งูบางกลุ่มมีหลุมเล็กๆ ระหว่างตากับจมูก ที่รับรังสีอินฟราเรดจากตัวสัตว์เลือดอุ่นได้ มันจึงล่าเหยื่อในความมืดสนิทได้ เหมือนมีกล้องจับความร้อนติดมากับหน้า
กล้ามเนื้อของสัตว์ทุกตัวปล่อยไฟฟ้าอ่อนๆ ตอนหดตัว ฉลามมีอวัยวะรับไฟฟ้าที่จมูก จึงหาปลาที่ซ่อนอยู่ใต้ทรายได้ แม้มองไม่เห็นและไม่ได้กลิ่น
นกอพยพบินข้ามทวีปได้โดยไม่หลง เพราะรับรู้สนามแม่เหล็กของโลกได้ นักวิทยาศาสตร์ยังเถียงกันอยู่ว่ามันใช้กลไกอะไรแน่ ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือโปรตีนในดวงตาที่ไวต่อสนามแม่เหล็ก
ดอกไม้หลายชนิดมีลวดลายที่สะท้อนแสงอัลตราไวโอเลต เป็นเหมือนป้ายไฟชี้ทางไปหาน้ำหวาน ผึ้งเห็นลายนั้นชัดเจน ส่วนตาคนไม่มีเซลล์ที่รับช่วงนั้นเลย เราจึงเห็นแค่ดอกไม้สีเรียบๆ
อ่านหนังสือในที่สว่างพอ พักสายตาจากจอทุกราว 20 นาที ด้วยการมองไกลๆ สัก 20 วินาที และออกไปเล่นนอกบ้านทุกวัน เพราะแสงธรรมชาติช่วยชะลอสายตาสั้นในเด็ก ใส่แว่นกันแดดเมื่อแดดจ้า และห้ามจ้องดวงอาทิตย์เด็ดขาด
ใช้กฎ 60 ต่อ 60 กับหูฟัง อยู่ห่างลำโพงใหญ่ในงานที่เสียงดัง และห้ามเอาคัตตันบัดหรืออะไรแยงเข้าไปในรูหู ขี้หูเลื่อนออกมาเองได้ การแยงมีแต่ดันเข้าไปลึกและอาจทะลุแก้วหู
ล้างมือก่อนกินข้าว แปรงฟันและแปรงลิ้นเบาๆ ระวังของร้อนจัดเพราะลวกตุ่มรับรสได้ และถ้าจู่ๆ ได้กลิ่นหรือรับรสไม่ได้ ให้บอกผู้ใหญ่ เพราะมันเป็นสัญญาณของหลายโรค
ความเจ็บไม่ใช่ศัตรู มันคือสัญญาณเตือนที่ช่วยชีวิต คนที่รู้สึกเจ็บไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่ปลายประสาทเสีย มักมีแผลที่เท้าโดยไม่รู้ตัว ถ้ามือหรือเท้าชา เป็นเหน็บบ่อยผิดปกติ ให้บอกผู้ใหญ่เช่นกัน
อ่านสถานการณ์บนการ์ด แล้วรีบเลือกว่าใช้สัมผัสไหน มีเวลา 45 วินาที ตอบถูกติดกันได้โบนัส
ตอบถูกได้ 10 คะแนน ถ้าถูกติดกันหลายข้อจะได้โบนัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คำถามทั้งหมดของบทนี้อยู่ในสนามแข่ง Body 101 เลือกได้ว่าจะแข่งกับเวลา ปะทะกับคนที่บ้าน ช่วยกันเล่นเป็นทีม ล้มบอส หรือฝึกซ้อมแบบไม่จับเวลา