บทนี้เป็นบทยาวที่ตั้งใจเริ่มจากศูนย์จริงๆ ไม่ต้องรู้เรื่องไฟฟ้าหรือเขียนโปรแกรมมาก่อน เราจะไต่ขึ้นทีละขั้น ตั้งแต่ไฟฟ้าหนึ่งวงจร สมองของหุ่นยนต์ ตาและหูของหุ่นยนต์ ล้อและมอเตอร์ การควบคุม การเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไปจนถึง AI ขั้นสูงที่อยู่ในหุ่นยนต์รุ่นใหม่ แล้วปิดท้ายด้วยโครงงานสามชิ้นที่ทำตามได้จริงที่บ้านหรือที่โรงเรียน ค่อยๆ อ่านทีละระดับ จะหยุดพักกลางทางแล้วกลับมาต่อก็ได้
หุ่นยนต์คือเครื่องจักรที่ทำสามอย่างวนไปเรื่อยๆ รับรู้สิ่งรอบตัวด้วยเซ็นเซอร์ คิดด้วยคอมพิวเตอร์ แล้วลงมือด้วยมอเตอร์ ร่างกายเราก็ทำแบบเดียวกัน ตารับรู้ สมองคิด กล้ามเนื้อลงมือ หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่งตายตัวเรียกว่าหุ่นยนต์อัตโนมัติ ส่วนหุ่นยนต์ที่ใช้ AI ตัดสินใจเองจากสิ่งที่เห็นเรียกว่าหุ่นยนต์อัจฉริยะ แตะที่จุดบนหุ่นยนต์เพื่อดูว่าแต่ละส่วนทำหน้าที่อะไร
หุ่นยนต์ทุกตัวเริ่มจากไฟฟ้า ให้นึกถึงน้ำในท่อ แบตเตอรี่เป็นปั๊มที่ดันน้ำ แรงดันนี้เรียกว่าโวลต์ ปริมาณน้ำที่ไหลต่อวินาทีเรียกว่ากระแส วัดเป็นแอมแปร์ ส่วนตัวต้านทานเหมือนท่อที่ตีบ ยิ่งตีบน้ำยิ่งไหลน้อย ไฟฟ้าจะไหลได้ก็ต่อเมื่อวงจรครบวง จากขั้วบวกกลับมาที่ขั้วลบ ถ้าขาดตรงไหน ไฟก็ดับทั้งวง
เบรดบอร์ดคือแผงเสียบสายที่ไม่ต้องบัดกรี แถวเดียวกันต่อถึงกันข้างใน แอลอีดีมีขายาวเป็นขั้วบวก ขาสั้นเป็นขั้วลบ ตัวต้านทานมีแถบสีบอกค่า สายจัมเปอร์ใช้เชื่อมจุดต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งหมดนี้คือของชุดแรกที่ใช้ในโครงงานท้ายบท
เซลล์ประสาทก็ใช้ไฟฟ้า แต่เป็นไฟฟ้าจากไอออนที่ไหลผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ แรงดันแค่ราว 0.07 โวลต์ ไม่ถึงหนึ่งในยี่สิบของถ่านไฟฉายหนึ่งก้อน สมองทั้งก้อนใช้พลังงานพอๆ กับหลอดไฟ 20 วัตต์ ดูเพิ่มได้ในบทที่ 8
สมองของหุ่นยนต์เล็กๆ คือไมโครคอนโทรลเลอร์ เป็นคอมพิวเตอร์จิ๋วบนแผงวงจรขนาดฝ่ามือ เช่น บอร์ดอาร์ดุยโน หรือไมโครบิต มันอ่านค่าจากเซ็นเซอร์ ทำตามโปรแกรม แล้วสั่งมอเตอร์ โปรแกรมคือรายการคำสั่งที่เรียงลำดับไว้ คอมพิวเตอร์ทำตามทีละข้ออย่างซื่อสัตย์ และทำตามที่เราเขียน ไม่ใช่ตามที่เราตั้งใจ ลองเขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์เดินไปถึงดาวโดยไม่ชนกำแพง
หุ่นยนต์หันหน้าไปทางขวาตอนเริ่ม
คำสั่ง ทำซ้ำ 3 ครั้ง จะทำคำสั่งถัดไปซ้ำสามรอบ นี่คือการวนซ้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในความคิดสำคัญที่สุดของการเขียนโปรแกรม ช่วยให้โปรแกรมสั้นลงมาก
ลำดับ ทำคำสั่งทีละข้อจากบนลงล่าง เงื่อนไข ถ้าเซ็นเซอร์เห็นสิ่งกีดขวาง ให้เลี้ยว ไม่อย่างนั้นให้เดินต่อ วนซ้ำ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาที่หุ่นยนต์เปิดอยู่ โปรแกรมหุ่นยนต์เกือบทุกตัวในโลกสร้างจากสามอย่างนี้
มือใหม่เริ่มจากการเขียนโปรแกรมแบบลากบล็อกมาต่อกัน เช่น ในโปรแกรมสแครช หรือเมกโค้ดของไมโครบิต พอคล่องแล้วค่อยพิมพ์โค้ดจริงในภาษาซีสำหรับอาร์ดุยโน หรือภาษาไพทอน ความคิดเบื้องหลังเหมือนกันทุกภาษา ต่างกันแค่วิธีเขียน
เซ็นเซอร์แปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงเป็นตัวเลข แสง เสียง ระยะทาง การหมุน หรือแรงกด หุ่นยนต์ไม่ได้เห็นห้องแบบที่เราเห็น มันเห็นแค่ชุดตัวเลขระยะทางเป็นร้อยเป็นพันค่า ลองดูด้วยตัวเองว่าเซ็นเซอร์ลิดาร์ที่ยิงแสงเลเซอร์ออกไปรอบตัวเห็นห้องแบบไหน แตะในห้องเพื่อย้ายหุ่นยนต์
ติ๊ก ดูแบบที่หุ่นยนต์เห็น ห้องจะหายไป เหลือแค่จุดที่แสงไปกระทบ นี่คือทั้งหมดที่หุ่นยนต์รู้ ยิ่งยิงแสงถี่ ภาพยิ่งละเอียด แต่ต้องคำนวณมากขึ้น
หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ที่เด็กสร้างใช้ล้อสองล้อ แต่ละล้อมีมอเตอร์ของตัวเอง ถ้าสองล้อหมุนเร็วเท่ากัน หุ่นยนต์เดินตรง ถ้าล้อขวาเร็วกว่า มันเลี้ยวซ้าย และถ้าล้อหนึ่งหมุนหน้าอีกล้อหมุนถอยหลัง มันหมุนตัวอยู่กับที่ เรียกระบบนี้ว่าการขับเคลื่อนแบบผลต่างความเร็ว รถถังและรถเข็นไฟฟ้าก็เลี้ยวแบบนี้ ลองปรับความเร็วสองล้อแล้วดูเส้นทาง
มอเตอร์กระแสตรง หมุนต่อเนื่องเร็ว เหมาะกับล้อ มักต่อกับชุดเฟืองทดรอบให้ช้าลงแต่มีแรงมากขึ้น เซอร์โวมอเตอร์ หมุนไปที่มุมที่สั่งได้แม่นยำ เช่น 90 องศา เหมาะกับแขนกลและพวงมาลัย สเต็ปเปอร์มอเตอร์ หมุนทีละก้าวเล็กๆ ที่นับได้ ใช้ในเครื่องพิมพ์สามมิติ
ขาของไมโครคอนโทรลเลอร์จ่ายกระแสได้น้อยมาก ไม่พอหมุนมอเตอร์ ถ้าต่อตรงบอร์ดอาจพัง จึงต้องมีบอร์ดขับมอเตอร์คั่นกลาง ทำหน้าที่เหมือนประตูน้ำ สมองกลแค่สั่งเปิดปิด ส่วนไฟแรงๆ จากแบตเตอรี่ไหลผ่านบอร์ดขับไปยังมอเตอร์เอง
หุ่นยนต์เดินตามเส้นไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าเส้นจะโค้งไปทางไหน มันแค่วัดว่าตอนนี้ตัวเองเยื้องจากเส้นไปเท่าไร แล้วหักพวงมาลัยกลับด้วยแรงตามระยะที่เยื้อง จากนั้นวัดใหม่ แก้ใหม่ วนเป็นร้อยครั้งต่อวินาที เรียกว่าการควบคุมแบบป้อนกลับ ความยากอยู่ที่ว่าจะแก้แรงแค่ไหน ลองปรับค่านี้แล้วปล่อยรถวิ่ง
กดปล่อยรถวิ่ง รอยสีทองคือทางที่รถวิ่งจริง เส้นสีขาวคือเส้นที่ต้องตาม
จนถึงระดับ 5 เราเป็นคนเขียนทุกกฎให้หุ่นยนต์ แต่บางงานยากเกินจะเขียนกฎได้ เช่น การเดินสี่ขา นักวิจัยจึงให้หุ่นยนต์ลองเองเป็นล้านครั้ง ทำดีได้คะแนน ทำพลาดโดนหักคะแนน แล้วมันจะจำเองว่าในแต่ละตำแหน่ง ทำอะไรแล้วได้คะแนนรวมมากที่สุด เรียกว่าการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง ลองให้หุ่นยนต์ตัวนี้หัดหาทางไปแบตเตอรี่โดยไม่ตกหลุม
ลูกศรในแต่ละช่องคือสิ่งที่หุ่นยนต์คิดว่าดีที่สุดตอนนี้ ตัวเลขเล็กคือคะแนนที่มันคาดว่าจะได้จากช่องนั้น
ตอนแรกหุ่นยนต์ไม่รู้อะไรเลย มันจะเดินมั่วไปก่อน
ถ้าให้หุ่นยนต์จริงล้มเป็นล้านครั้ง มันคงพังก่อนเดินเป็น นักวิจัยจึงฝึกในโลกจำลองในคอมพิวเตอร์ที่เร่งเวลาได้เป็นพันเท่า แล้วค่อยย้ายสมองที่ฝึกเสร็จไปใส่หุ่นยนต์จริง ความยากคือโลกจริงไม่เหมือนโลกจำลองเป๊ะ พื้นลื่นกว่า มอเตอร์ช้ากว่า นักวิจัยจึงจงใจสุ่มแรงเสียดทานและน้ำหนักในโลกจำลองให้หลากหลาย หุ่นยนต์จะได้ไม่ตกใจเมื่อเจอของจริง
เด็กเล็กไม่ได้อ่านคู่มือการเดิน เด็กลอง ล้ม ลุก แล้วสมองก็ปรับเส้นทางประสาทที่ทำให้ทรงตัวได้ดีขึ้นทีละนิด ดูเรื่องสมองเปลี่ยนแปลงได้เมื่อฝึกซ้ำในบทที่ 12 เด็กวัยหัดเดินล้มบ่อยกว่าที่คิดมาก งานวิจัยพบว่าล้มราว 17 ครั้งในการเล่นหนึ่งชั่วโมง แต่ภายในไม่กี่เดือนก็เดินคล่อง ส่วนหุ่นยนต์ที่หัดในโลกจำลองมักต้องลองเป็นล้านครั้ง
AI ภาษาและภาพรุ่นใหม่แทบทุกตัวใช้กลไกที่เรียกว่าความสนใจ เวลาอ่านคำหนึ่ง มันจะมองย้อนไปที่ทุกคำในประโยคแล้วตัดสินว่าควรสนใจคำไหนมากแค่ไหน นี่คือหัวใจของโครงสร้างที่เรียกว่าทรานส์ฟอร์เมอร์ ลองแตะคำว่า มัน แล้วเปลี่ยนคำท้ายประโยค ดูว่า AI สนใจคำไหน
น้ำหนักความสนใจในภาพนี้เป็นตัวอย่างที่ทำขึ้นให้เห็นหลักการ AI จริงมีชั้นความสนใจซ้อนกันหลายสิบชั้น แต่ละชั้นมีหลายหัวที่มองหาความสัมพันธ์คนละแบบ เช่น หัวหนึ่งดูว่าใครทำ อีกหัวดูว่าทำกับอะไร
งานที่น่าตื่นเต้นที่สุดของหุ่นยนต์อาจไม่ใช่ในโรงงาน แต่อยู่ใกล้ตัวเรามาก มือเทียมที่ขยับตามสัญญาณกล้ามเนื้อ ชุดโครงภายนอกที่ช่วยคนอัมพาตฝึกเดิน และเครื่องที่อ่านสัญญาณสมองโดยตรง ลองเป็นคนสั่งมือเทียมด้วยแรงบีบกล้ามเนื้อ ถ้าบีบแรงเกินไป ไข่จะแตก
เซ็นเซอร์บนผิวหนังจับสัญญาณไฟฟ้าเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเวลากล้ามเนื้อหดตัว ยิ่งเกร็งแรง สัญญาณยิ่งใหญ่ มือเทียมแปลงขนาดสัญญาณเป็นแรงบีบ มือเทียมรุ่นใหม่มีเซ็นเซอร์แรงกดที่ปลายนิ้ว และใช้ AI แยกรูปแบบสัญญาณจากกล้ามเนื้อหลายมัด เพื่อทำท่าทางได้มากกว่าแค่กำและแบ
ถึงตรงนี้เรารู้ครบแล้วทุกชิ้น ไฟฟ้า สมองกล เซ็นเซอร์ มอเตอร์ และการควบคุม มาประกอบเป็นของจริงกัน โครงงานแรกไม่ต้องซื้ออะไรเลย โครงงานที่สองและสามใช้ชุดอุปกรณ์หุ่นยนต์พื้นฐานที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำร่วมกับผู้ใหญ่ทุกครั้ง
ใช้เว็บไซต์ Teachable Machine ที่ใช้ได้ฟรีบนเบราว์เซอร์ สอน AI ให้แยกของสองสามอย่างจากกล้องของคอมพิวเตอร์ เช่น ดินสอ ยางลบ และมือเปล่า นี่คือสิ่งเดียวกับที่ทำบนกระดานแมวกับหมาในบทที่ 15 แต่ใช้ภาพจริง
หุ่นยนต์ตัวแรกที่นักเรียนหุ่นยนต์ทั่วโลกสร้าง ใช้ความรู้ระดับ 1 ถึง 5 ครบทุกระดับ เซ็นเซอร์อินฟราเรดสองตัวมองพื้น เส้นสีดำสะท้อนแสงน้อย พื้นสีขาวสะท้อนแสงมาก หุ่นยนต์จึงรู้ว่าตัวเองเยื้องไปทางไหน
| ชิ้นส่วน | จำนวน | หน้าที่ |
|---|---|---|
| บอร์ด Arduino Uno และสาย USB | 1 | สมองกล |
| บอร์ดขับมอเตอร์ L298N | 1 | ส่งไฟแรงจากแบตไปมอเตอร์ตามคำสั่ง |
| มอเตอร์เกียร์พร้อมล้อ | 2 | ล้อซ้ายและขวา |
| ล้อหมุนอิสระหรือบอลกลิ้ง | 1 | ล้อที่สามช่วยทรงตัว |
| เซ็นเซอร์อินฟราเรดวัดเส้น TCRT5000 | 2 | มองว่าเจอเส้นดำหรือไม่ |
| รางถ่าน AA สี่ก้อน แบบมีสวิตช์เปิดปิด | 1 | ไฟสำหรับมอเตอร์ ราว 6 โวลต์ |
| ฐานรถ สายจัมเปอร์ และเทปพันสายไฟสีดำ | – | ตัวรถ สายเชื่อม และใช้ทำเส้นบนกระดาษขาว |
ปุ่มจะพาไปหน้าค้นหาของ Lazada ในแท็บใหม่ ไม่ได้ผูกกับร้านใดร้านหนึ่ง ให้ผู้ใหญ่เป็นคนเลือกร้านและกดสั่งซื้อ
ง่ายที่สุด ซื้อเป็นชุดรวม ชุดรถเดินตามเส้นราว 550 ถึง 750 บาท อ่านรายการของในกล่องก่อนซื้อ ชุดส่วนใหญ่ไม่มีเซ็นเซอร์ HC-SR04 และสาย USB ยาว และรางถ่านอาจไม่มีสวิตช์ ต้องซื้อเพิ่มจากตารางข้างล่าง
หรือซื้อแยกทีละชิ้น รวมราว 400 ถึง 700 บาท ไม่รวมถ่าน
| ชิ้นส่วน | ราคาโดยประมาณ | ดูให้ดีก่อนซื้อ | ค้นหา |
|---|---|---|---|
| บอร์ด Arduino Uno R3 พร้อมสาย USB | 140 ถึง 220 บาท | บางร้านขายแต่บอร์ด ไม่รวมสาย ดูให้ดีว่ามีสาย USB มาด้วย | Lazada |
| บอร์ดขับมอเตอร์ L298N | 40 ถึง 75 บาท | แผงสีแดง มีครีบระบายความร้อนสีดำ | Lazada |
| โครงรถ 2 ล้อพร้อมมอเตอร์ | 90 ถึง 150 บาท | ต้องมีมอเตอร์เกียร์สีเหลือง 2 ตัว ล้อ 2 ล้อ และล้อหมุนอิสระ ไม่ใช่แผ่นอะคริลิกเปล่า | Lazada |
| โมดูลเซ็นเซอร์ TCRT5000 จำนวน 2 ชิ้น | 20 ถึง 35 บาทต่อชิ้น | เลือกแบบโมดูลที่มีแผงวงจรเล็กและขา 3 ขา ไม่ใช่ตัวเซ็นเซอร์เปล่าราคาไม่กี่บาท และไม่ใช่แบบ 5 ช่อง | Lazada |
| รางถ่าน AA 4 ก้อน แบบมีสวิตช์ | 20 ถึง 45 บาท | ต้องมีสวิตช์เปิดปิด เพื่อตัดไฟได้ทันที | Lazada |
| สายจัมเปอร์ | 15 ถึง 30 บาท | ซื้อทั้งแบบผู้กับเมีย และแบบผู้กับผู้ | Lazada |
| เซ็นเซอร์อัลตราโซนิก HC-SR04 สำหรับโครงงาน 3 บทที่ 16 | 30 ถึง 60 บาท | ถ้าไม่ทำโครงงานหลบสิ่งกีดขวาง ไม่ต้องซื้อ | Lazada |
| สาย USB ยาว 3 เมตร สำหรับโครงงาน AI ขับรถ บทที่ 17 | 20 ถึง 45 บาท | ดูหัวต่อบนบอร์ดก่อน บอร์ดส่วนใหญ่ใช้หัว Type B แต่บางรุ่นใช้ Type-C | Lazada |
ราคาโดยประมาณจากหน้าค้นหาของ Lazada เมื่อเดือนกันยายน 2569 ร้านและราคาเปลี่ยนได้ตลอด ควรเลือกร้านที่มีรีวิวดีและส่งจากในไทย เว็บไซต์นี้ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากร้านค้าหรือ Lazada
| จาก | ไปที่ |
|---|---|
| เซ็นเซอร์ซ้าย ขา OUT | Arduino D2 |
| เซ็นเซอร์ขวา ขา OUT | Arduino D3 |
| เซ็นเซอร์ทั้งสอง ขา VCC และ GND | Arduino 5V และ GND |
| L298N ขา IN1 IN2 IN3 IN4 | Arduino D5 D6 D9 D10 |
| มอเตอร์ซ้าย และมอเตอร์ขวา | L298N OUT1 OUT2 และ OUT3 OUT4 |
| รางถ่าน ขั้วบวก | L298N ช่อง 12V |
| รางถ่าน ขั้วลบ | L298N GND และต่อ GND ของ Arduino ด้วย |
กราวด์ของทุกบอร์ดต้องต่อถึงกัน ถ้าลืม บอร์ดจะสั่งมอเตอร์ไม่ได้ นี่คือความผิดพลาดที่มือใหม่เจอบ่อยที่สุด ให้ขาเอ็นเอบีของบอร์ดขับมีจัมเปอร์เสียบอยู่ตามเดิมจากโรงงาน
// Line follower: two IR sensors straddle a black line const int SL = 2, SR = 3; // left and right sensors const int L1 = 5, L2 = 6, R1 = 9, R2 = 10; // motor driver inputs void drive(int left, int right) { // speeds from -255 to 255 analogWrite(L1, left > 0 ? left : 0); analogWrite(L2, left < 0 ? -left : 0); analogWrite(R1, right > 0 ? right : 0); analogWrite(R2, right < 0 ? -right : 0); } void setup() { pinMode(SL, INPUT); pinMode(SR, INPUT); pinMode(L1, OUTPUT); pinMode(L2, OUTPUT); pinMode(R1, OUTPUT); pinMode(R2, OUTPUT); } void loop() { bool left = digitalRead(SL) == HIGH; // HIGH = sensor sees black bool right = digitalRead(SR) == HIGH; if (!left && !right) drive(150, 150); // line is between: go straight else if (left && !right) drive(0, 160); // drifted right: turn left else if (!left && right) drive(160, 0); // drifted left: turn right else drive(0, 0); // both black: stop }
ใช้ฐานรถเดิมจากโครงงาน 2 เปลี่ยนตาจากเซ็นเซอร์มองพื้นเป็นเซ็นเซอร์อัลตราโซนิก HC-SR04 ที่ส่งเสียงความถี่สูงเกินกว่าหูเราได้ยินออกไป แล้วจับเวลาว่าเสียงสะท้อนกลับมาเมื่อไร เหมือนค้างคาวหาทางในที่มืด เสียงเดินทางราว 343 เมตรต่อวินาที เราจึงคำนวณระยะทางได้จากเวลา
| ขาของ HC-SR04 | ไปที่ |
|---|---|
| VCC | Arduino 5V |
| TRIG | Arduino D7 |
| ECHO | Arduino D8 |
| GND | Arduino GND |
// Obstacle avoider: keep drive() and the motor pins from project 2, // then replace setup() and loop() with these const int TRIG = 7, ECHO = 8; long distanceCm() { digitalWrite(TRIG, LOW); delayMicroseconds(2); digitalWrite(TRIG, HIGH); delayMicroseconds(10); // send a short ping digitalWrite(TRIG, LOW); long us = pulseIn(ECHO, HIGH, 30000); // wait for the echo if (us == 0) return 999; // nothing in range return us * 0.0343 / 2; // there and back, so halve it } void setup() { pinMode(TRIG, OUTPUT); pinMode(ECHO, INPUT); pinMode(L1, OUTPUT); pinMode(L2, OUTPUT); pinMode(R1, OUTPUT); pinMode(R2, OUTPUT); } void loop() { if (distanceCm() < 20) { // something within 20 cm drive(0, 0); delay(200); drive(-140, -140); delay(300); // back up drive(150, -150); delay(350); // spin to the right } else { drive(150, 150); // path is clear } delay(50); }
ยิ่งหุ่นยนต์แรงและฉลาดขึ้น เรื่องความปลอดภัยยิ่งสำคัญ หุ่นยนต์ในโรงงานถูกกั้นด้วยรั้วและมีปุ่มหยุดฉุกเฉินสีแดงเสมอ หุ่นยนต์ที่ทำงานใกล้คนต้องรู้สึกได้เมื่อชนและหยุดทันที และทุกครั้งที่หุ่นยนต์ทำพลาด ต้องมีคนรับผิดชอบ
ทีมนักศึกษาไทยเคยคว้าแชมป์โลกการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยในรายการ RoboCup หลายครั้ง และโรงเรียนหลายแห่งในไทยมีชมรมหุ่นยนต์ เริ่มต้นได้จากชมรมที่โรงเรียนหรือค่ายวิทยาศาสตร์ช่วงปิดเทอม
อ่านชื่อชิ้นส่วนแล้วเลือกว่าเป็นตัวรับรู้ สมอง ตัวลงมือ หรือแหล่งพลังงาน มีเวลา 45 วินาที
เรียงจากระดับหนึ่งที่ใช้ตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงระดับสามที่นักวิจัยหุ่นยนต์ใช้คุยกัน ใช้โหมดทดสอบตัวเองเพื่อทบทวนก่อนทำแบบทดสอบ
คำถามทั้งหมดของบทนี้อยู่ในสนามแข่ง Body 101 เลือกได้ว่าจะแข่งกับเวลา ปะทะกับคนที่บ้าน ช่วยกันเล่นเป็นทีม ล้มบอส หรือฝึกซ้อมแบบไม่จับเวลา