ร่างกายของเรามีสายไฟวิ่งอยู่ทั่วตัว จากสมองลงไขสันหลัง แตกแขนงไปถึงปลายนิ้ว หมอที่ดูแลสายไฟทั้งระบบนี้เรียกว่าประสาทแพทย์ บทนี้จะพาไปดูว่าหมอคนนี้ดูแลอะไร ตรวจอย่างไรโดยไม่ต้องเจาะอะไรเลย ใช้เครื่องมืออะไรมองเข้าไปในสมอง วันหนึ่งทำอะไรบ้าง และกว่าจะเป็นได้ต้องเรียนกี่ปี
ระบบประสาทมีสี่ส่วนใหญ่ สมอง ก้านสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทที่แตกแขนงไปทั่วตัวจนถึงกล้ามเนื้อ ประสาทแพทย์ดูแลทั้งหมดนี้ แตะที่จุดในรูปเพื่อดูว่าแต่ละส่วนทำอะไร และหมอมองหาอะไรเวลาตรวจ
คำว่า ประสาทแพทย์ มาจาก ประสาท ที่แปลว่าเส้นประสาท ภาษาอังกฤษเรียกว่า neurologist มาจากคำกรีก neuron ที่แปลว่าเส้นเอ็นหรือเส้นประสาท
คนมักสับสนระหว่างหมอสามคนนี้ ทั้งสามดูแลเรื่องสมองเหมือนกัน แต่แบ่งงานกันคนละอย่าง
หมออายุรกรรมของระบบประสาท ตรวจ วินิจฉัย และรักษาด้วยยา การฟื้นฟู และการปรับการใช้ชีวิต ไม่ผ่าตัด เจอโรคอย่างไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง และเส้นประสาทอักเสบ
หมอผ่าตัดสมองและไขสันหลัง เอาเนื้องอกออก ซ่อมหลอดเลือดที่โป่ง หรือผ่าตัดหลังจากอุบัติเหตุ ประสาทแพทย์กับศัลยแพทย์ประสาททำงานคู่กันบ่อยมาก
หมอที่ดูแลอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล สมาธิสั้น ใช้ทั้งยาและการพูดคุยบำบัด เพราะจิตใจก็เกิดจากสมองก้อนเดียวกัน หมอสองสายนี้จึงส่งคนไข้ให้กันเสมอ
อ่านอาการแล้วเลือกว่าควรไปหาหมอสายไหนก่อน ตอบเร็วและถูกติดกันได้แต้มมากขึ้น มีเวลา 45 วินาที
แต่ละโรคเกิดคนละที่ในระบบประสาท บางโรคอยู่ที่หลอดเลือด บางโรคอยู่ที่ไฟฟ้าในสมอง บางโรคอยู่ที่ปลอกหุ้มเส้นประสาท แตะดูทีละโรคว่ามันคืออะไรและหมอช่วยอย่างไร
ก่อนจะใช้เครื่องใหญ่ ประสาทแพทย์ใช้ของสามอย่างที่ใส่กระเป๋าเสื้อได้ ค้อนเล็ก ไฟฉาย และส้อมเสียง บวกกับการให้เดิน ให้ยื่นแขน ให้แตะจมูก แค่นี้ก็รู้ได้ว่าสัญญาณวิ่งผ่านตรงไหนได้และตรงไหนติดขัด ลองทั้งสามอย่างด้านล่าง
สัญญาณจากเอ็นใต้เข่าวิ่งไปไขสันหลังแล้วกลับมาสั่งกล้ามเนื้อต้นขาให้หด สัญญาณไปถึงกล้ามเนื้อในเวลาไม่ถึงหนึ่งในสามสิบของวินาที ส่วนขาเริ่มเตะให้เห็นช้ากว่านั้นเล็กน้อย ถ้าเตะแรงเกิน เบาเกิน หรือสองข้างไม่เท่ากัน หมอจะรู้ว่าต้องไปหาต่อตรงไหน
ในที่มืดรูม่านตาขยายเพื่อรับแสงให้มากที่สุด
หมอส่องไฟทีละข้างแล้วดูว่ารูม่านตาทั้งสองข้างหดพร้อมกันไหม เส้นทางนี้ผ่านก้านสมอง ถ้าข้างหนึ่งไม่หด แปลว่ามีบางอย่างกดทับเส้นประสาทอยู่ นี่คือหนึ่งในการตรวจที่สำคัญที่สุดในห้องฉุกเฉิน
หมอเคาะส้อมเสียงให้สั่นแล้ววางบนกระดูกข้อเท้าหรือนิ้วเท้า แล้วถามว่ารู้สึกสั่นไหม สั่นนานแค่ไหน เส้นประสาทที่รับแรงสั่นเป็นเส้นยาวและเสียหายก่อนเพื่อนในหลายโรค ลองฟังเสียงของส้อมเสียงที่หมอใช้ ความถี่ 128 ครั้งต่อวินาที
เสียงต่ำแบบนี้ให้แรงสั่นที่นิ้วรู้สึกได้ชัดกว่าเสียงสูง ส้อมเสียงของนักดนตรีมักเป็น 440 ครั้งต่อวินาที ซึ่งสูงกว่ามาก
ในห้องตรวจ หมอจะให้เราเอานิ้วแตะจมูกตัวเอง แล้วแตะนิ้วหมอที่ย้ายที่ไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่าสมองน้อยประสานงานมือกับตาได้ดีไหม ลองเวอร์ชันบนจอ แตะจมูกกับนิ้วสลับกันให้ครบ 10 ครั้ง
เมื่อการตรวจในห้องบอกทิศทางแล้ว หมอจะเลือกเครื่องที่เหมาะ แต่ละเครื่องมองคนละอย่าง เครื่องหนึ่งดูรูปร่าง อีกเครื่องดูไฟฟ้า อีกเครื่องวัดความเร็วของสัญญาณ
| เครื่อง | ดูอะไร | เป็นอย่างไร |
|---|---|---|
| EEG | ไฟฟ้าของสมอง | ติดสติกเกอร์ขั้วไฟฟ้า นั่งหรือนอน 30 นาที |
| MRI | รูปร่างของสมองอย่างละเอียด | นอนในอุโมงค์ เสียงดัง 20 ถึง 40 นาที |
| CT | เลือดออกและกระดูก อย่างรวดเร็ว | ไม่กี่นาที ใช้รังสีเล็กน้อย ใช้ในฉุกเฉิน |
| ตรวจการนำกระแสประสาท | ความเร็วสัญญาณในเส้นประสาทแขนขา | กระตุ้นไฟฟ้าอ่อนๆ รู้สึกจี๊ดเหมือนไฟฟ้าสถิต |
ประสาทแพทย์ไม่ได้อยู่แค่ในห้องตรวจ วันหนึ่งมีทั้งเดินดูคนไข้ในโรงพยาบาล ตรวจคนไข้นอก อ่านผลตรวจ สอนหมอรุ่นน้อง และวิ่งไปห้องฉุกเฉินเมื่อมีสัญญาณเตือนหลอดเลือดสมอง เลื่อนดูเวลาทีละชั่วโมง
โรคทางระบบประสาทส่วนใหญ่ต้องใช้หลายคนช่วย หมอคนเดียวรักษาไม่ได้
เส้นทางในประเทศไทยยาวราวสิบสองปีหลังจบมัธยม กดทีละขั้นแล้วดูว่าอายุเท่าไรตอนถึงแต่ละด่าน
อ่านอาการแล้วเดาว่ารอยโรคอยู่ส่วนไหนของระบบประสาท นี่คือสิ่งที่ประสาทแพทย์ทำในหัวทุกครั้งที่เจอคนไข้
ฟังเก่ง เพราะคำบอกเล่าของคนไข้คือเบาะแสสำคัญที่สุด สังเกตเก่ง เพราะท่าเดินหรือการกะพริบตาบอกโรคได้ อดทน เพราะบางโรคใช้เวลาเป็นปีกว่าจะดีขึ้น และซื่อสัตย์พอที่จะบอกว่ายังไม่รู้ แล้วไปหาคำตอบต่อ
สิ่งที่หมอสายนี้ต้องมีคือความอยากรู้ว่าทำไม และไม่กลัวปัญหาที่ซับซ้อน คนที่ชอบต่อจิ๊กซอว์ ชอบอ่านนิยายสืบสวน หรือชอบถามว่าเครื่องนี้ทำงานอย่างไร มักสนุกกับวิชานี้
อาการทางสมองบางอย่างรอไม่ได้ เพราะเซลล์สมองตายเป็นล้านเซลล์ทุกนาทีที่ขาดเลือด เด็กก็ช่วยได้ด้วยการรู้สัญญาณและบอกผู้ใหญ่ทันที
ส่วนอาการที่ไม่รีบแต่ควรไปพบหมอ เช่น ปวดหัวบ่อยจนต้องขาดเรียน มือสั่นหรือชาเรื้อรัง หรือเผลอเหม่อลอยเป็นช่วงสั้นๆ แล้วจำอะไรไม่ได้
คำถามทั้งหมดของบทนี้อยู่ในสนามแข่ง Body 101 เลือกได้ว่าจะแข่งกับเวลา ปะทะกับคนที่บ้าน ช่วยกันเล่นเป็นทีม ล้มบอส หรือฝึกซ้อมแบบไม่จับเวลา