แผนที่ในมือถือที่หาทางเลี่ยงรถติด คลิปถัดไปที่แอปเลือกมาให้ และแชตบอตที่ตอบคำถามได้เป็นย่อหน้า ทั้งหมดนี้คือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI บทนี้จะเปิดฝากล่องดูว่าข้างในมันทำงานอย่างไร ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงลอกแบบมาจากเซลล์ประสาทในสมองของเรา ทำไมมันเก่งมากในบางเรื่องแต่ผิดแบบน่าขำในบางเรื่อง และเราควรใช้มันอย่างไรให้ฉลาดและปลอดภัย
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วไปทำตามกฎที่คนเขียนไว้ทีละบรรทัด เช่น เครื่องคิดเลขบวกเลขตามสูตรเสมอ ส่วน AI คือโปรแกรมที่ไม่มีใครเขียนกฎให้ทั้งหมด แต่มันหากฎเองจากตัวอย่างจำนวนมหาศาล แตะดูว่า AI ซ่อนอยู่ในของใช้ประจำวันแบบไหนบ้าง
ลองนึกดูว่าจะเขียนกฎบอกคอมพิวเตอร์ว่าแมวต่างจากหมาอย่างไร ยากมาก เพราะมีแมวตัวใหญ่ หมาตัวเล็ก หูตั้ง หูพับ นักวิทยาศาสตร์จึงเปลี่ยนวิธี ให้ตัวอย่างที่มีป้ายชื่อกำกับไปเยอะๆ แล้วให้เครื่องหาแบบแผนเอง ลองเป็นคนสอนดู แตะบนกระดานเพื่อเพิ่มตัวอย่าง สีพื้นหลังคือสิ่งที่เครื่องจะทายถ้าเจอสัตว์ตัวใหม่ตรงนั้น
แกนตั้ง: ยิ่งสูง หูยิ่งแหลมและตั้ง
ในบทที่ 8 เราเห็นว่าเซลล์ประสาทรับสัญญาณจากเพื่อนบ้านหลายตัว บางสัญญาณกระตุ้น บางสัญญาณยับยั้ง ถ้ารวมกันแล้วแรงพอ มันจะยิงสัญญาณต่อ นักวิทยาศาสตร์ลอกหลักการนี้มาเป็นเซลล์ประสาทเทียม ซึ่งเป็นแค่สมการเล็กๆ คูณแต่ละข้อมูลด้วยน้ำหนัก รวมกัน แล้วดูว่าเกินเกณฑ์ไหม ลองเป็นคนตั้งน้ำหนักเอง
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการฝึก AI เราให้ตัวอย่างแปดแบบพร้อมคำตอบที่ถูก แล้วให้เครื่องทาย ทุกครั้งที่ทายผิด มันจะขยับน้ำหนักไปทางที่ถูกนิดหนึ่ง วนไปเรื่อยๆ จนทายถูกหมด กดทีละรอบเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
| แดดออก | การบ้านเสร็จ | ฝนตก | คำตอบที่ถูก | เครื่องทาย |
|---|
| สมองคน | AI ในปัจจุบัน | |
|---|---|---|
| ใช้พลังงาน | ราว 20 วัตต์ เท่าหลอดไฟดวงเล็ก | ตอนฝึกใช้ไฟฟ้าเท่ากับบ้านหลายพันหลังใช้ทั้งปี |
| ต้องดูตัวอย่างกี่ครั้ง | เด็กเห็นยีราฟไม่กี่ครั้งก็จำได้ | ต้องดูภาพเป็นพันถึงเป็นล้านภาพ |
| เก่งเรื่องอะไร | เข้าใจความรู้สึก ปรับตัวกับเรื่องใหม่ มีร่างกายสัมผัสโลกจริง | อ่านข้อมูลมหาศาลเร็วมาก ไม่เหนื่อย ไม่เบื่อ |
| รู้สึกหรือเปล่า | รู้สึก มีความสุข เจ็บ กลัว | ไม่มีหลักฐานว่ารู้สึกอะไร แม้จะพิมพ์ว่าดีใจก็ตาม |
แชตบอตอย่าง ChatGPT หรือ Claude ถูกฝึกให้ทำเรื่องเดียวซ้ำไปเรื่อยๆ คือทายว่าคำถัดไปน่าจะเป็นคำอะไร มันอ่านข้อความมามากกว่าที่คนทั้งโลกจะอ่านได้ในชีวิต จึงทายได้เก่งมาก ลองเล่นกับเครื่องทายคำตัวจิ๋วที่เรียนจากประโยคแค่ไม่กี่ประโยคดู
ตัวเลขคือโอกาส ซึ่งเครื่องคำนวณจากการนับว่าในประโยคที่มันเคยอ่าน หลังคำนี้มีคำไหนตามมาบ่อยแค่ไหน แชตบอตจริงไม่ได้ดูแค่คำเดียวก่อนหน้า มันดูทั้งบทสนทนาย้อนหลังได้เป็นหน้าๆ แต่หลักการเหมือนกัน
เพราะมันถูกฝึกให้เรียงคำที่ฟังดูเป็นไปได้ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เปิดหนังสือตรวจความจริงทุกครั้ง ถ้าเราถามเรื่องที่มันไม่รู้ มันอาจเรียงคำที่ฟังดูน่าเชื่อถือออกมาทั้งที่ไม่จริง เช่น แต่งชื่อหนังสือที่ไม่มีอยู่จริง นักวิจัยเรียกอาการนี้ว่า ฮัลลูซิเนชัน แปลว่าการเห็นภาพหลอน
ภาษาไทยเขียนติดกันโดยไม่เว้นวรรคระหว่างคำ เครื่องจึงต้องเดาก่อนว่าคำหนึ่งเริ่มและจบตรงไหน เช่น ตากลม อาจเป็น ตา กลม หรือ ตาก ลม และข้อความภาษาไทยบนอินเทอร์เน็ตมีน้อยกว่าภาษาอังกฤษมาก AI หลายตัวจึงเก่งภาษาไทยน้อยกว่า นักวิจัยไทยจึงพัฒนา AI ภาษาไทยของตัวเองด้วย
กล้องไม่ได้เห็นแมว มันเห็นแค่จุดเล็กๆ นับล้านจุด แต่ละจุดเป็นตัวเลขบอกความสว่างและสี AI เรียนรู้ว่าตัวเลขเรียงกันแบบไหนคือขอบ แบบไหนคือหู และแบบไหนคือหน้าแมว ลองวาดบนตารางแล้วดูว่าเครื่องเห็นอะไร
ภาพจากมือถือหนึ่งภาพมีจุดราว 12 ล้านจุด และแต่ละจุดมีตัวเลขสามตัวสำหรับสีแดง เขียว และน้ำเงิน รวมแล้วเป็นตัวเลขหลายสิบล้านตัวต่อภาพ
AI สร้างภาพหลายแบบเริ่มจากภาพที่เป็นจุดสุ่มยุ่งๆ เหมือนจอทีวีไม่มีสัญญาณ แล้วค่อยๆ ลบความยุ่งออกทีละขั้นหลายสิบรอบ โดยมีคำสั่งของเราเป็นแนวทาง จนกลายเป็นภาพที่ตรงกับคำบรรยาย ภาพประกอบทุกภาพในบทเรียนนี้ก็สร้างด้วยวิธีนี้ แล้วมีหมอตรวจทุกภาพก่อนนำมาใช้
AI ไม่ได้โกหกโดยตั้งใจ มันไม่มีเจตนาเลย แต่มันผิดได้หลายแบบ และมักตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจเท่าเดิมทั้งตอนที่ถูกและตอนที่ผิด แตะดูทีละแบบ
AI เป็นเครื่องมือเหมือนเครื่องคิดเลขหรือห้องสมุด ใช้ถูกวิธีทำให้เราเรียนรู้เร็วขึ้น ใช้ผิดวิธีทำให้สมองเราไม่ได้ฝึกเลย จำบทที่ 12 ได้ไหม สมองแข็งแรงขึ้นจากการได้คิดเอง
วิธีทดสอบง่ายๆ ปิดหน้าจอแล้วลองอธิบายให้คนที่บ้านฟัง ถ้าอธิบายไม่ได้ แปลว่า AI เข้าใจ แต่เรายังไม่เข้าใจ
คำสั่งสั้นๆ ได้คำตอบกว้างๆ คำสั่งที่บอกครบว่าเราเป็นใคร อยากได้อะไร ในรูปแบบไหน ได้คำตอบที่ใช้ได้จริงกว่ามาก เลือกงานหนึ่งอย่าง แล้วติ๊กเพิ่มส่วนประกอบทีละข้อ ดูคำสั่งเปลี่ยนไป
ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ละข้อมีตัวอย่างคำสั่งให้ลองพิมพ์ได้เลย
อ่านชื่อสิ่งของแล้วเลือกว่ามันเรียนรู้จากตัวอย่าง ทำตามกฎที่คนเขียน หรือไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เลย มีเวลา 45 วินาที
โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มใช้ AI ช่วยหมอแล้ว เช่น ช่วยมองหาจุดเลือดออกในภาพสแกนสมอง ช่วยคัดกรองภาพจอประสาทตาของคนเป็นเบาหวาน และช่วยเตือนเมื่อผลเลือดผิดปกติ แต่คนที่ตัดสินใจรักษา อธิบายให้คนไข้เข้าใจ และรับผิดชอบผล ยังเป็นหมอเสมอ
การตั้งคำถามดีๆ การตรวจว่าคำตอบถูกไหม การเข้าใจความรู้สึกคนตรงหน้า การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น ทักษะเหล่านี้ฝึกได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการอ่าน การคุยกับคนจริง และการลงมือทำด้วยมือตัวเอง
คณิตศาสตร์ช่วยให้เข้าใจว่าเครื่องเรียนรู้อย่างไร การเขียนโปรแกรมช่วยให้สร้างได้เอง แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือความรู้เรื่องที่จะนำ AI ไปใช้ AI ทางการแพทย์ที่ดีต้องมีหมอช่วยออกแบบ AI ทางการเกษตรก็ต้องมีคนที่เข้าใจข้าวและดิน
ทุกบทใน Body 101 สร้างโดยหมอหนึ่งคนที่ทำงานร่วมกับ AI ขั้นสูงหลายตัว แต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกันเหมือนทีมในโรงพยาบาล หมอเป็นหัวหน้าทีม คอยกำหนดเนื้อหาและตรวจงานทุกชิ้นก่อนขึ้นเว็บ แตะทีละขั้นเพื่อดูว่าขั้นนั้นใช้ AI ตัวไหน ทำอะไร และคนตรวจอะไร
ระหว่างทำบทเรียนชุดนี้ AI พลาดจริงหลายครั้ง ภาพหัวใจรอบแรกมีหลอดเลือดต่อผิดห้อง กระดานแมวกับหมาในตอนที่ 2 เคยทายเป็นหมาทั้งกระดานเมื่อตัวอย่างยังน้อย และตัวเลขสถิติในหลายบทเคยแสดงผลไม่สวยโดยไม่มีใครสังเกต ทุกจุดถูกจับได้เพราะมีการเปิดดูของจริงและกดลองทุกปุ่ม
นักวิจัยเรียกการออกแบบแบบนี้ว่า มีคนอยู่ในวงจร คือให้ AI ทำงานเร็วและหนัก แต่ให้คนเป็นผู้ตรวจและผู้ตัดสินใจในจุดที่ผิดไม่ได้
เวลาอ่านข่าวหรือบทความเรื่อง AI จะเจอศัพท์เหล่านี้บ่อย แบ่งเป็นสามระดับ ระดับหนึ่งใช้ทุกวัน ระดับสองใช้อธิบายว่า AI เรียนอย่างไร ระดับสามคือศัพท์ที่นักพัฒนา AI ใช้คุยกัน เริ่มจากระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยไต่ขึ้นไป
โหมดทดสอบตัวเองใช้หลักเดียวกับบทที่ 12 อ่านชื่อศัพท์ ลองอธิบายเองในใจก่อน แล้วค่อยแตะการ์ดเพื่อเฉลย ได้ผลกว่าการอ่านทวนเฉยๆ มาก
คำถามทั้งหมดของบทนี้อยู่ในสนามแข่ง Body 101 เลือกได้ว่าจะแข่งกับเวลา ปะทะกับคนที่บ้าน ช่วยกันเล่นเป็นทีม ล้มบอส หรือฝึกซ้อมแบบไม่จับเวลา